การผ่าตัด

การผ่าตัดผ่านกล้องแบบแผลเล็ก เจ็บน้อย ไม่โกนศีรษะ คืออะไร

การผ่าตัดโดยทั่วไปนั้น แพทย์จะต้องเปิดแผลผ่าตัดขนาดใหญ่และกว้างที่บริเวณผิวหนัง เพื่อประโยชน์ดังนี้

     (๑) ให้แสงจากด้านนอก (โคมไฟผ่าตัด) สามารถส่องเข้าไปด้านใน(ใต้ผิวหนัง)ได้มากที่สุด
     (๒) เพื่อให้มีมุมมองที่กว้างขวาง ไม่ถูกบดบังจากปากแผลผ่าตัด
     (๓) เพื่อให้มีพื้นที่ด้านในกว้างพอที่จะสอดมือ หรือ เครื่องมือผ่าตัดเข้าไปทำการผ่าตัดอวัยวะภายในได้
     (๔) สำหรับศัลยแพทย์ที่ประสบการณ์ยังไม่มาก การเปิดแผลใหญ่จะช่วยสร้างความมั่นใจในการผ่าตัด ในกรณีที่เกิดเหตุสุดวิสัยและยังไม่มีประสบการณ์มากพอในการรับมือกับการผ่าตัดภายใต้ช่องแคบ ๆ ได้
 

แต่ด้วยพัฒนาการทางเทคโนโลยีของเครื่องมือผ่าตัด และ วิธีการผ่าตัดของศัลยแพทย์ ได้เปลี่ยนแปลงไปมากขึ้น ทำให้การผ่าตัดแบบมาตรฐานทั่วไป ถูกทดแทนได้ด้วยการผ่าตัดแบบMiminally invasive โดยอาศัยพัฒนาการดังต่อไปนี้

     (๑) เครื่องมือให้กำเนิดแสงในปัจจุบัน(โคมไฟผ่าตัด) ดีขึ้นสามารถให้ความสว่างและกำหนดจุดรวมแสงได้ดีขึ้นเรียกว่า กล้องไมโครสโคป(Microscope)รวมทั้งยังมีพัฒนาการนำเอาแหล่งกำเนิดแสงจากเดิมที่อยู่ภายนอก (เพดานห้องผ่าตัด) เปลี่ยนเป็นการนำแสงผ่านใยแสงนำแก้วและเลนส์(fiberoptic) ทั้งนี้โดยผ่านอุปกรณ์ที่เรียกว่ากล้องเอนโดสโคป(Endoscope) เพื่อสอดใส่เข้าไปในร่างกายให้ตรงกับตำแหน่งที่ผ่าตัดโดยตรง
     (๒) มีการนำเอาอุปกรณ์ดังในข้อแรก มาพัฒนารวมกับอุปกรณ์ช่วยการมองเห็นผ่านที่แคบ คือ เลนส์ขยายกำลังสูง ทำให้ศัลยแพทย์ไม่จำเป็นต้องเปิดแผลใหญ่ ก็สามารถมองเห็นสิ่งที่อยู่ภายใต้ผิวหนังผ่านแผลผ่าตัดเล็ก ๆ อุปกรณ์ทั้งสองอย่างรวมกัน เรียกว่า กล้องผ่าตัดจุลศัลยกรรม (Microscope) และกล้องเอนโดสโคป(Endoscope)
     (๓) พัฒนาเครื่องมือผ่าตัดให้มีขนาดเล็กมากเพื่อที่จะใช้แทนมือศัลยแพทย์ ในการสอดผ่านแผลที่ผิวหนังขนาดเล็ก และทำการผ่าตัดผ่านเครื่องมือดังกล่าว โดยอาศัยกล้องMicroscope และ/หรือ กล้องEndoscope ในการส่งผ่านไฟและช่วยการมองเห็นผ่านแผลที่แคบได้ อุปกรณ์ขนาดเล็กดังกล่าวบางชิ้นมีเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน ๒-๓ มม.
     (๔) ประสบการณ์ของศัลยแพทย์เป็นสิ่งจำเป็นที่สุดในการผ่าตัดแบบใหม่นี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการผ่าตัดทางจุลศัลยกรรมระบบประสาท สมอง กระดูกสันหลัง เพราะอวัยวะเหล่านี้เป็นอวัยวะที่บอบบางและไวต่อการเกิดความเสียหายเป็นอย่างมาก ศัลยแพทย์จำเป็นต้องได้รบการฝึกกอบรมเป็นพิเศษมากกว่าศัลยแพทย์ทั่วไป และ จำเป็นต้องมีประสบการณ์การผ่าตัดแบบนี้มากพอ
 

กล่าวโดยสรุปคือ เปรียบเทียบการผ่าตัดแบบดั้งเดิม(Conventional)กับการผ่าตัดแบบ Minimally invasive การผ่าตัดแบบดั้งเดิมคือการทุบกำแพงห้องเพื่อให้ช่างเดินเข้าไปซ่อมแซมภายในห้อง ส่วนการผ่าตัดแบบแผลเล็กคือการสอดกล้องและเครื่องมือเล็ก ๆ เข้าไปซ่อมแซมภายในห้องโดยไม่จำเป็นต้องทุกกำแพงห้อง ผลที่ได้จะไม่ต่างกันคือภายในห้องได้รับการซ่อมแซม แต่สิ่งที่ต่างกันคือ ความเสียหายที่เกิดขึ้นจากวิธีการเข้าไปซ่อมแซมนั้นต่างกัน (หลับตานึกภาพหนังฮอลีวู้ด ที่สายลับเจาะรูห้องเล็ก ๆ แล้วสอดกล้องเข้าไปมองสิ่งที่อยู่หลังกำแพง แทนที่จะเอาระเบิดไปทำลายผนังห้องทั้งหมด) ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงมีคำเรียกการผ่าตัดวิธี "แผลเล็กเจ็บน้อย" หรือ "Minimally invasive" อีกอย่างว่า การผ่าตัดแบบผ่านรูกุญแจ "Keyhole surgery"

ประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับ

1. ระยะเวลาการพักฟื้นที่สั้นลงมาก เช่นจากเดิม ผู้ป่วยที่รับการผ่าตัดกระดูกสันหลังส่วนมาก(ประมาณ ๘๐%) ต้องพักอยู่ในโ รงพยาบาลหลังผ่าตัดประมาณ ๗-๑๔ วัน เป็นสามารถกลับบ้านได้ภายใน ๑-๓ วัน หรือการผ่าตัดสมองที่สามารถกลับได้ภายใน ๓-๕ วัน แทนที่จะเป็น ๗-๓๐ วัน

2. อาการปวดแผลหลังผ่าตัดน้อยลงมาก เนื่องจากแผลมีขนาดเล็ก (แผลเล็ก เจ็บน้อย) ซึ่งทำให้สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันหรือไปทำงานได้เร็วขึ้น

3. เมื่อระยะเวลาการอยู่รพ.สั้นลง ระยะเวลาการพักฟื้นที่บ้านสั้นลงนั่นหมายความว่า ค่าใช้จ่ายในรพ.ลดลง ค่าเสียโอกาสเนื่องจากการต้องหยุดทำงานลดลง  ทำให้โดยรวมผู้ป่วยสูญเสียทางเศรษฐกิจลดลง

 

กรณีผ่าตัดทางสมอง

     1. ผู้ป่วยประมาณ ๘๐% ไม่จำเป็นต้องโกนผมทั้งศีรษอีกต่อไป ทั้งนี้แพทย์อาจทำการกันผมบริเวณไรผม หรือไม่ต้องกันผมเลยก็ได้ เช่น การผ่าตัดแผลเล็กผ่านทางเหนือคิ้ว หน้าใบหู หลังใบหู ท้ายทอย ขมับ จมูก เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อผู้ป่วยทำให้มั่นใจที่จะกลับไปเข้าสังคมได้เร็วขึ้น(โดยเฉพาะกรณีสุภาพสตรี)

     2. ด้วยเหตุที่แพทย์จะผ่าตัดผ่านทางแผลขนาดเล็กมาก(ยาวประมาณ ๓-๖ ซม.)  เปิดกะโหลกศีรษะเล็กมาก(เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ ๔-๘ ซม.) หรืออาจไม่เปิดกะโหลกศีรษะเลย  ทำให้การฟื้นตัวเร็วมาก ผู้ป่วยส่วนใหญ่สามารถลุกนั่งรับประทานอาหารได้เองภายใน ๒๔-๔๘ ชั่วโมงหลังผ่าตัด

     3. การพักฟื้นในห้องผู้ป่วยหนัก(ICU) ลดลงมาก เนื่องจากเกือบทั้งหมดสามารถเอาท่อช่วยหายใจออกได้ทันทีหลังผ่าตัด ทำให้ไม่มีความจำเป็นต้องใช้เครื่องช่วยหายใจหรือใช้แค่ระยะสั้นไม่เกิน๑-๒ วัน  ผู้ป่วยสามารถออกจากICUได้ภายใน ๒๔-๔๘ ชั่วโมงหลังผ่าตัด

     4, ลดโอกาสที่จะเกิดอันตรายต่อสมองและระบบประสาทในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องกับการผ่าตัด เนื่องจากการผ่าตัดวิธีนี้ไม่ได้เปิดกะโหลกศีรษะขนาดใหญ่

 

กรณีผ่าตัดกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกสันหลัง ไขสันหลัง

     1. ผู้ป่วยส่วนใหญ่จะได้รับการผ่าตัดผ่านกล้องด้วยเทคนิคของจุลศัลยกรรมระบบประสาท  ซึ่งเป็นเทคนิคการผ่าตัดที่ศัลยแพทย์ระบบประสาทคุ้นเคยอยู่แล้วจากการผ่าตัดสมอง ซึ่งเป็นการเพิ่มความปลอดภัยให้กับผู้ป่วย เพราะกระดูกสันหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งไขสันหลังนั้น ถือว่าเป็นส่วนสำคัญมาก รองลงมากจากสมอง

     2. แผลที่ได้จากการผ่าตัดแบบ Keyhole surgeryนี้ โดยทั่วไปมีขนาดเล็กมาก ไม่เกิน ๓-๕ ซม. บางบริเวณ เช่น บริเวณคอ แผลเป็นจะจางมาก จนเกือบไม่เห็น

     3. ผู้ป่วยส่วนมากสามารถลุกช่วยเหลือตัวเองหลังผ่าตัดได้ภายใน ๑๒ ชั่วโมง หรืออาจนานกว่านั้นเล็กน้อย(กรณีผ่าตัดบริเวณเอว) และสามารถจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน ๔๘ ชั่วโมงเป็นส่วนมาก

     4. การผ่าตัดแผลเล็กผ่านกล้อง ทำให้เกิดความสูญเสียต่อกระดูกสันหลังและระบบประสาทในส่วนที่ไม่เกี่ยวข้องน้อยมาก  ซึ่งส่งผลดีในระยะยาวต่อโครงสร้างและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและกระดูกสันหลัง

     5. ระยะการพักฟื้นที่สั้นมาก ทำให้ผู้ป่วยที่มีลักษณะงานประจำแบบนั่งโต๊ะ (office) สามารถกลับไปทำงานได้ภายใน ๒-๓ วันหลังผ่าตัด

อุปกรณ์ที่ใช้

คำถามที่พบบ่อย

1. ค่าใช้จ่ายในการผ่าตัด ค่าใช้จ่ายโดยรวม เป็นอย่างไร ?

     การผ่าตัดผ่านกลัอง แผลเล็ก จำเป็นต้องใช้เครื่องมือพิเศษจำนวนมาก ซึ่งจะมีค่าใช้จ่ายส่วนนี้เพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ  แต่เมื่อคำนวณโดยรวม ระยะเวลาพักฟื้นหลังผ่าตัดที่สั้น  ระยะเวลาการนอนในICUที่ลดลง  ระยะเวลาที่ต้องอยู่ในโรงพยาบาลที่ลดลง (ประมาณกันว่า ค่าใช้จ่ายหลังการผ่าตัดเหล่านี้หากผู้ป่วยต้องอยู่โรงพยาบาลประมาณ ๑๐-๑๔ วัน จะตกประมาณ ๗๐ %ของค่าใช้จ่ายทั้งหมด) การสามารถกลับไปทำงานได้เร็วขึ้น  ทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมลดลงมาก


2. โรคใดที่สามารถรักษาด้วยวิธีนี้ได้ ?

     โรคทางกระดูกสันหลัง(ปวดหลัง หมอนรองกระดูกเสื่อม กดทับรากประสาท ปวดคอ)เกือบทั้งหมดรักษาด้วยวิธีนี้ได้แล้ว  ส่วนโรคทางสมองประมาณ ๖๐%-๘๐%สามารถรักษาด้วยวิธีนี้ได้เช่นกัน


3. อายุของผู้ป่วยมีผลต่อการผ่าตัดหรือไม่ ?

     เป็นเรื่องปกติที่การผ่าตัดระบบประสาท(จริง ๆ แล้ว ต้องทุกการผ่าตัด)เป็นเรื่องน่ากลัวสำหรับผู้สูงอายุ ด้วยเหตุที่ผู้สูงอายุมักมีร่างกายที่อ่อนแอกว่าคนหนุ่มสาว อีกทั้งผู้สูงอายุมักมีโรคประจำตัวมากกว่าคนหนุ่มสาว ทำให้การรักษาด้วยการผ่าตัดมีความเสี่ยงมากกว่าคนอายุน้อย แต่ข้อเท็จจริงอันหนึ่งคือ ความเสี่ยงของการผ่าตัดนั้นโดยทั่วไปต้องแยกออกเป็นสองส่วนคือ

    (๑) ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกัยอายุโดยตรง

    (๒) ความเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับการระงับความรู้สึก (การฉีดยาเพื่อบล็อกครามรู้สึก  การดมยาสลบ)

    (๒) ความเสี่ยงที่เกี่ยวเนื่องกับการผ่าตัด

     ความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับอายุนั้นเป็นสิ่งที่เราเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะเราไม่สามารถลดอายุผู้ป่วยก่อนการผ่าตัดได้ สิ่งที่ทำได้คือการเตรียมร่างกายผู้ป่วยให้พร้อมก่อนการผ่าตัด (ยกเว้นกรณีฉุกเฉิน) เป็นต้นว่า อายุรแพทย์จะเข้ามาควบคุมระดับน้ำตาล(โรคเบาหวาน) ระดับความดันเลือด(โรคความดันโลหิตสูง) ก่อนเข้ารับการผ่าตัด

     ความเสี่ยงที่เกี่ยวกับการระงับความรู้สึกนั้นเป็นหน้าที่ของวิสัญญีแพทย์(หมอดมยา)ที่จะเข้ามาประเมินสภาพผู้ป่วยก่อนการผ่าตัด  (ในบางกรณี ความเสี่ยงอันนี้อาจสูงกว่าความเสี่ยงจากการผ่าตัดด้วยซ้ำ)

     ความเสี่ยงจากการผ่าตัดโดยตรง ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของแพทย์โดยตรง  สภาพความพร้องของโรงพยาบาล(เช่นเครื่องมือผ่าตัด อุปกรณ์เสริมช่วยการดูแลระหว่างและหลังผ่าตัด) เป็นต้น  ทั้งนี้การแผลตัดแบบแผลเล็ก ก็เป็นปัจจัยหนึ่งที่จะช่วยลดความเสี่ยงตรงนี้ได้มาก