บทความ

โรคทางสมอง : โรคอาการใบหน้า (ตา ปาก) กระตุก

การผ่าตัดแยกเส้นเลือดออกจากเส้นประสาทสำหรับผู้ป่วยที่มีอาการใบหน้ากระตุก

ผู้ป่วยที่มีอาการใบหน้ากระตุกแบบผิดปกติ (Hemifacial spasm, HFS) จะีมีลักษณะดังต่อไปนี้
     (๑) มีการกระตุกที่เปลือกตา รอบตา โดยที่ผู้ป่วยควบคุมไม่ได้ ในบางรายจะเป็นมากจนเคืองตา น้ำตาไหล
     (๒) มีการกระตุกที่มุมปาก หรือ แก้ม โดยควบคุมไม่ได้
     (๓) ในรายที่เป็นมานาน จะเห็นว่าใบหน้าสองข้างไม่สมมาตร (หน้าเบี้ยว) อันเนื่องมาจากการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อใบหน้า
     (๔) ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่มีอาการปวดที่ใบหน้า  ยกเว้นบางรายที่มีทั้งกระตุกและปวดใบหน้าร่วมกัน
     (๕) อาการดังกล่าวข้างต้่น เป็นมากขึ้นทั้งในแง่ของ ความถึ่ ความรุนแรง โดยไม่ทราบสาเหตุ

 

โรคนี้เช่นเดียวกับกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการปวดใบหน้า(Trigeminal neuralgia, TN) กล่าวคือเป็นโรคที่เดิมเชื่อกันว่าเป็นโรคเวรโรคกรรม ไม่สามารถรักษาให้หายได้ แม้ว่าจะไม่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต แต่จะทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ลดลง หลายรายไม่กล้าออกงานสังคม ไม่กล้าพบปะผู้คน เพราะเสียบุคลิก ขาดความเชื่อมั่น และเมื่อไปพบแพทย์ ก็มักได้ยามาทานตามอาการ ในบางรายอาจได้รับคำแนะนำให้บริหารกล้ามเนื้อใบหน้า ซึ่งมักไม่เกิดประโยชน์อะไร

 

ในปัจจุบัน เราทราบแล้วว่าสาเหตุของโรคนี้คล้าย ๆ กับกลุ่มผู้ป่วยที่มีอาการปวดใบหน้า(Trigeminal neuralgia)  กล่าวคือ เกิดจากเส้นเลือดในสมองไปพาดโดนเส้นประสาทที่คุมการทำงานของกล้ามเนื้อใบหน้า (Facial nerve) ทำให้เส้นประสาทถูกกระุตุ้นอยุ่ตลอดเวลา ผลก็คือ เกิดการเคลื่อนไหว (กระุุตุก) ของกล้ามเนื้อใบหน้า ทั้ง ๆ ที่ร่างกายไม่ได้สั่งการ

 

การรักษาทำได้โดยใช้การผ่าตัดระดับจุลศัลยกรรม เพื่อแยกเส้นเลือดออกจากเส้นประสาท (Microvascular decompression)  เทคนิคการผ่าตัดแบบ Minimally invasive  จะมีประโยชน์สำหรับการรักษาโรคนี้

ข้อควรทราบเกี่ยวกับการผ่าตัด
     (๑) การผ่าตัดได้ผลดี(หายขาดจากโรค)ประมาณ ๙๐ % ที่เหลือมีอาการดีขึ้นบ้างแต่อาจยังมีการกระตุกเป็นครั้งคราว ซึ่งไม่รบกวนชีวิตประจำวันผู้ป่วย
     (๒) อาการกระตุกส่วนใหญ่จะดีขึ้นทันทีภายใน ๒-๓ วันหลังผ่าตัด ที่เหลืออาจต้องใช้เวลาประมาณ ๒-๔ สัปดาห์
     (๓) ประมาณ ๑๐ - ๒๐ % ของผู้ป่วยอาจมีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อใบหน้าข้างที่ผ่าตัดมีอาการอ่อนแรง (Facial paresis) ซึ่งมักจะดีขึ้นภายใน ๑-๓ เดือน (Temporary paresis)    น้อยรายมากที่จะเป็นแบบถาวร   สาเหตุที่เกิดผลข้างเคียงเช่นนี้เป็นเพราะระหว่างการผ่าตัด ศัลยแพทย์ต้องเข้าไปแยกเส้นเลือดออกจากเส้นประสาทสมองคู่ที่ การทำเช่นนี้ศัลยแพทย์อาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงที่่จะมีการกระทบกระเทือนต่อเส้นประสาทสมองคู่ที่ ๗ ได้ ทำให้มีอาจมีอาการหยุดทำงานหรือการทำงานของเส้นประสาทลดลงหลังผ่าตัด จนเมื่อมีการฟื้นตัว เส้นประสาทจึงจะสามารถกลับมาสั่งงานกล้ามเนื้อใบหน้าได้ตามปกติ  
     (๔) ผู้ป่วยบางรายจะมีปัญหาเรื่องการได้ยินของข้างที่ทำผ่าตัดลดลงหรือไม่ได้ยินเลย เหตุผลที่เป็นเช่นนี้เพราะเส้นประสาทสมองคู่ที่ ๘ ซึ่งมีหน้าที่ฟังเสียง มีการกระทบกระเทือนระหว่างการผ่าตัด  ซึ่งในบางรายศัลยแพทย์อาจไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะเส้นประสาทสมองคู่ที่ ๘ จะอยู่ติดกับคู่ที่ ๗ (คล้ายปาท๋องโก๋) เมื่อมีการผ่าตัดแยกเส้นเลือดออกจากเส้นประสาทสมอง จึงอาจทำให้เส้นประสาทสมองคู่ที่ ๗ และ ๘ กระทบเทือนได้ (คู่ที่ ๗ ทำหน้าที่สั่งงานใบหน้า เมื่อกระทบกระเทือนจะทำให้มีอาการอ่อนแรงที่กล้ามเนื้อใบหน้า  คู่ที่ ๘ ทำหน้าที่ฟังเสียง เมื่อกระทบกระเทือนจะทำให้การได้ยินลดลงหรือไม่ได้ยินเลย)  การได้ยินที่ลดลงอาจดีขึ้นหลังผ่าตัดสักระยะหรืออาจไม่ดีขึ้นเลยก็ได้
     (๕) ภาวะแรกซ้อนเกี่ยวกับการได้ยินที่ลดลงหรือภาวะกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงหลังผ่าตัดดังกล่าวข้างต้น เป็นภาวะที่อาจเกิดได้ภายหลังการผ่าตัด หากผู้ป่วยไม่สามาาถยอมรับความเสี่ยงดังกล่าวได้ แพทย์จะไม่แนะนำให้ผ่าตัด  ซึ่งหมายความว่าผู้ป่วยต้องไปใช้การรักษาแบบประคับประคอง ซึ่งส่วนใหญ่คือการฉีดโบท็อกซ์ (Botox)ที่ใบหน้าเพื่อลดอาการกระตุก แต่อย่างไรก็ดี การฉีดBotoxดังกล่าวจะได้ผลแค่ประมาณ ๒-๓ เดือน และเมื่อฉีดบ่อยขึ้นเรื่อย ๆ ผู้ป่วยมักจะดื้อยา ทำให้แพทย์ต้องเพิ่มปริมาณยา และความถึ่ในการฉีด ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักมีอาการใบหน้าอ่อนแรงตามมา(ปากเบี้ยว)    อาการข้างเคียงของการฉีดBotoxอีกอย่างคือ ผู้ป่วยจะรู้สึกชาทีใบหน้า ใบหน้าหนา ๆ ไม่มีความรู้สึก  ซึ่งในที่สุดแล้วผู้ป่วยมักลงเอยด้วยการต้องหยุดฉีดยาและมองหาวิธีการรักษาแบบอื่น 
     (๖) การผ่าตัดแยกเส้นเลือดออกจากเส้นประสาท เป็นการรักษาที่ต้นเหตุ (ต่างกับการฉีดBotox ที่เป็นเพียงการฉีดยาเพื่อให้กล้ามเนื้อ เป็นอัมพาตชั่วคราว)   ดังนั้นการผ่าตัดจึงเป็นการรักษาที่ต้นเหตุ และเป็นวิธีเดียวที่ผู้ป่วยจะมีโอกาสหายขาดจากโรคได้
     (๗) อัตราการเป็นซ้ำหลังการผ่าตัด ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ประสบการณ์ในการผ่าตัดของศัลยแพทย์  ลักษณะทางกายวิภาคของเส้นเลือดสมองของผู้ป่วย  โรคประจำตัวของผู้ป่วย