บทความ

โรคทางสมอง : โรคปวดใบหน้า

การผ่าตัดแยกเส้นประสาทออกจากเส้นเลือดสำหรับผู้ป่วยด้วยอาการปวดใบหน้า

โรคนี้ไม่มีชื่อเฉพาะเป็นภาษาไทย แต่ทางการแพทย์มักนิยมเรียกกันว่า "กลุ่มอาการปวดใบหน้า" กลุ่มผู้ป่วยเหล่านี้มีลักษณะเด่นที่เหมือนกันคือ
     (๑) มีอาการปวดที่ใบหน้า (มักเป็นเฉพาะซีกใดซีกหนึ่งของใบหน้าเท่านั้น)  โดยอาการปวดอาจเป็นทั้งซีก หรือเฉพาะบางพื้นที่ เป็นต้นว่า ปวดบริเวณเหนือคิ้ว ปวดบริเวณใตุ้มุมปากลงมา หรือ ปวดบริเวณแก้มหรือหน้าหู เป็นต้น
     (๒) ลักษณะการปวด มักเป็นเหมือนไฟฟ้าช็อต (Electric)  ปวดรุนแรง ปวดเสียว ปวดร้าวเหมือนไฟดูด (Sharp shooting pain) หลายรายปวดจนน้ำตาไหล 
     (๓) อาการปวดสามารถถูกกระตุ้น หรือ ถูกทำให้รุนแรงได้ด้วยการส้มผัสบริเวณใบหน้า บางรายแม้แต่ลมพัดโดนหน้าก็จะปวดเสียวอย่างรุนแรง ทำให้ผู้ป่วยไม่กล้าออกสังคม 
     (๔) ในบางรายจะปวดด้านในของปาก กระพุ้งแก้ม หรือ เหงือก โดยเฉพาะเวลาแปรงฟัน ทำให้ผู้ป่วยหลายรายไม่ยอมแปรงฟัน หรือแปรงเฉพาะซีกที่ไม่มีอาการปวด
     (๕) ในบางรายอาการปวดอาจแตกต่างออกไป (atypical) เช่น ปวดหน้าใบหู ปวดเวลาเคี้ยว(ทำให้ต้องแยกออกจากโรคขากรรไกรอักเสบ) ซึ่งในกลุ่มนี้มักมีปัญหาในการวินิจฉัย เพราะแพทย์จะลังเลที่จะตัดสินใจว่าเป็นโรคนี้จริงหรือไม่

 

เดิมทีทางการแพทย์ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัดของโรคนี้ ทำให้การรักษาที่ผ่านมามักเป็นการรักษาตามอาการโดยการให้ยาแก้ปวด ยานอนหลับ เป็นต้น ยาที่ใช้กันมากคือ Carbamazepine (Tegretol) หรือยาในกลุ่มที่ลดอาการปวดปลายประสาทโดยเฉพาะเช่น Gabapentine (ชื่อการค้าเช่น Neurontin, Lyrica)  ซึ่งไม่สามารถทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้ อาจเพียงแค่ดีขึ้นชั่วคราว  และนาน  ๆ ไป ก็ต้องเพิ่มขนาดยา เพราะผู้ป่วยมักมีอาการดื้อยา จนทำให้ผู้ป่วยหลายรายอยากฆ่าตัวตายเพราะเชื่อว่าเป็นโรคเวรโรคกรรม ที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้  นอกจากนี้ ในบางรายที่ได้รับยา อาจเกิดผลข้างเคียงจากยา เช่น ตับวาย เม็ดเลือดลดลงเนื่องจากมีการกดไขกระดูก ง่วงซึมจนทำงานไม่ได้  ที่น่ากลัวที่สุดคือการแพ้ยาแบบรุนแรงที่เรียกว่า Steven Johnson Syndrome (SJS) โดยผู้ป่วยจะมีอาการผิวหนังไหม้ เปลือกตาไหม้ ตาบอด ซึ่งในรายที่เป็นรุนแรงจะเสียชีวิตจากการแพ้ยาได้

 

บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยหลายรายได้รับการอุดฟัน รักษารากฟัน ถอนหรือใส่ฟันปลอม หรือแม้แต่ถอนฟันหลายซี่ เพราะทันตแพทย์เข้าใจผิดคิดว่าเป็นโรคในช่องปาก โดยเฉพาะรายที่มีอาการปวดในกระพุ้งแำก้ม ผู้ป่วยบางรายไปพบแพทย์ทางหูคอจมูกเพราะเข้าใจว่าเป็นโรคที่เกี่ยวกับกราม กระดูกใบหน้า บางรายต้องได้รับการรักษาจากจิตแพทย์เพราะมีอาการซึมเศร้าจากอาการปวดเรื้อรังหรือรุนแรง

 

ปัจจุบัน ความรู้ในทางการแพทย์ทำให้เราทราบว่า โรคนี้เกิดจากการที่เส้นประสาทที่รับความรู้สึกของใบหน้าคู่ที่ 5 (Trigeminal nerve) โดนกดทัีบโดยเส้นเลือดในสมอง  เมื่อเส้นเลือดสมองไปพาดอยู่บนเส้นประสาทดังกล่าว เส้นเลือดที่มีการเต้นตามจังหวะชีพจรก็จะไปกระแทกเข้าที่เส้นประสาท ทำให้เกิดการกระุตุ้นที่เส้นประสาทอยู่ตลอดเวลา ผลก็คือ ผู้ป่วยเกิดการไวต่อการตอบสนองของความรู้สึกที่ผิวหน้งบริเวณใบหน้ามากเกินไป จนตามมด้วยอาการเจ็บปวด


   
ในบางรายก็พบว่ามีเนื้องอกไปกดทับเส้นประสาทคู่ที่ 5 ดังนั้น  ผู้ป่วยที่มีอาการปวดใบหน้าทุกรายจำเป็นต้องได้รับการตรวจเอ็กซ์เรย์สมองอย่างน้อยหนึ่งครั้งก่อนเริ่มการรักษา ซึ่งหากเป็นไปได้ควรตรวจด้วยเครื่องเอ็กซ์เรย์แม่เหล็ก (MRI) หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า"เข้า่อุโมงค์" นั่นเอง

 

ในศูนย์การแพทย์หลายแห่งทั่วโลก ได้เปลี่ยนแนวคิดการรักษาโรคนี้จากการกินยา เป็นการผ่าตัด (First choice) โดยศัลยแพทย์ระบบประสาทจะทำการผ่าตัดเพื่อแยกเส้นเลือดออกจากเส้นประสาท (หรือเอาเนื้องอก ในกรณีที่เกิดจากเนื้องอกกดทับ) การผ่าตัดโรคนี้จำเป็นต้องอาศัยประสบการณ์และเครื่องมือในระดับจุลศัลยกรรมสมอง (Microsurgery)  ผู้่ป่วยประมาณร้อยละ ๘๐ จะดีขึ้นแทบจะทันทีหลังผ่าตัด บางรายหายขาด บางรายอาจยังมีอาการปวดหลงเหลืออยู่ แต่สามารถคุมได้ด้วยยาเพียงเล็กน้อย มีบางรายอาจกลับมาเป็นอีก การผ่าตัดดังกล่าวในทางการแพทย์เรียกว่า Microvascular decompression (MVD)


          
การทำจุลศัลยกรรมในปัจจุบันสำหรับโรคนี้สามารถทำได้ โดยการลงแผลผ่าตัดด้านหลังใบหูยากเพียง 2-3 ซม. ใช้เวลาผ่าตัดประมาณ ไม่เกินหนึ่งชั่วโมง เกือบ 80 % จะหายปวดใบหน้าแทบจะทันทีหลังผ่าตัด และสามารถกลับบ้านได้ภายใน 2-3 วัน

 

ข้อควรทราบก่อนทำการผ่าตัด
     (๑) โรคนี้ไม่ทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต แต่จะทำให้ผู้ป่วยทรมานจากอาการปวดตลอดเวลา อาการปวดมักรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ จนผู้ป่วยไม่สามารถใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติ (อาการปวดจะรุนแรงมากคล้ายกับการโดนเครื่องกรอฟัน กรอโดนรากประสาท)  ผู้ป่วยหลายรายติดยานอนหลับ ต้องใช้ยาต้านการซึมเศร้า เพราะอยากตายเนื่องจากอาการปวดที่รุนแรงมาก
     (๒) ยาที่ใช้รักษาอาการปวดเกือบทั้งหมด เป็นยาในกลุ่ม ยาแก้ปวด ยานอนหลับ ยาต้านอาการซึมเศร้า ซึ่งอาจทำให้อาการปวดลดลงบ้าง แต่ไม่หายขาด ในทางตรงกันข้าม อาการปวดมักรุนแรงขึ้นเรื่อย  ๆ ทำให้แพทย์ต้องเพิ่มยา ซึ่งยากลุ่มนี้ล้วนแต่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการมึนงง ง่วงนอน เดินเซ ทำให้ในที่สุดแล้ว การใช้ยามักล้มเหลว
     (๓) ผู้ป่วยส่วนมาก รวมทั้งแพทย์ทั่ว ๆ ไป มักไม่ทราบว่าการรักษาด้วยการผ่าตัดสามารถทำให้ผู้ป่วยหายจากโรคได้ ทำให้ผู้ป่วยหลายรายเสียโอกาสในการรักษาและต้องทรมานอยู่นานโดยไม่จำเป็น
     (๔) การผ่าตัดด้วยเทคนิคแผลเล็กนี้จะใช้เเวลาโดยเฉลี่ยในการผ่าตัดประมาณ ๓๐-๖๐ นาที  อยู่โรงพยาบาลประมาณ ๒-๓ วันก็สามารถกลับบ้านได้  ไม่จำเป็นต้องโกนศีรษะใด ๆ  ทำให้ในปัจจุบัน การรักษาโรคนี้ด้วยการผ่าตัดถือเป็นวิธีแรกที่ควรเลือกใช้ ไม่ใช่การทานยา(ซึ่งไม่มีทางหายจากโรค และมีผลข้างเคียงจากการทานยาสูงมาก)
     (๕) อัตราความสำเร็จของการผ่าตัดในปัจจุบัน สูงมาก ผู้ป่วยเกือบทั้งหมดจะดีขึ้นทันทีหรือย่างน้อยมากกว่า ๘๐ % จะดีขึ้นไม่มากก็น้อยหลัีงผ่าตัด ส่วนใหญ่สามารถหยุดยาได้หลังผ่าตัด  สามารถกลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ตามปกติโดยไม่มีอาการปวดมารบกวน
     (๖) อัตราการเป็นซ้ำหลังการผ่าตัด ในปัจจุบันถือว่าต่ำมาก ทั้งนี้ขึ้นกับประสบการณ์ของแพทย์ผู้ผ่าตัด และ สุขภาพของผู้ป่วยเป็นสำคัญ